คลังความรู้ทางวิชาการด้านสุขภาพจิตและจิตเวช กรมสุขภาพจิต

Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player



Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player


 
 
 
 

ผู้ออนไลน์ขณะนี้ 
2424 
 ผู้เยี่ยมชมทั้งหมด 
5319483531948353194835319483531948353194835319483 

 
คลังความรู้หน่วยงานในสังกัดกรมสุขภาพจิต
คลังความรู้เฉพาะทางด้านสุขภาพจิต
สถิติ รายงาน วารสาร ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิต
ทำเนียบผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตและจิตเวช
คลังความรู้วงการพัฒนางานสุขภาพจิตและจิตเวช
คลังความรู้วงการศึกษาสุขภาพจิตและจิตเวช
คลังความรู้อื่นที่น่าสนใจ
เรื่องราวทรัพย์สินทางปัญญา (ลิขสิทธิ์)
การจัดการความรู้ (KM: Knowledge Management)
 
 
  TH   EN   MYA

 
หน้าหลัก ข่าวประชาสัมพันธ์  
 
Admissions กับสุขภาพจิตผู้เรียน
เข้าสู่ช่วงการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาด้วยระบบกลาง (Admissions) โดยพิจารณาคัดเลือกผู้สมัคร ซึ่งใช้ผลการเรียน (GPAX) ผลการสอบ (O-NET,GAT) ผลการทดสอบ (PAT) และผลการสัมภาษณ์และตรวจร่างกาย การคัดเลือกนี้มีผลต่อสุขภาพจิตผู้สมัครเพียงใด
              หลังจากปรับเปลี่ยนจากระบบสอบแข่งขันเพื่อคัดเลือกเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา (Entrance Examination) ในปี 2542 และระบบคัดเลือกเข้าใหม่ในปี 2549 เป็นระบบการรับเข้า (Admissions) การคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาด้วยระบบกลางนี้ (Admissions) ซึ่งพิจารณาคัดเลือกผู้สมัครโดยใช้ข้อมูลที่ปรับปรุงล่าสุดต่อไปนี้
                    1. ผลการเรียนเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า (GPAX) มีค่าน้ำหนักร้อยละ 20
                    2. ผลการสอบทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน (O-NET) ให้ค่าน้ำหนักร้อยละ 30
                     3. ผลการสอบความถนัดทั่วไป (GAT) ให้ค่าน้ำหนักร้อยละ 10 - 50
                    4. ผลการทดสอบความถนัดทางวิชาชีพและวิชาการ (PAT) ให้ค่าน้ำหนักร้อยละ 0 - 40
                    5. ผลการสอบสัมภาษณ์และตรวจร่างกาย ใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาความพร้อมและความเหมาะสมก่อนรับเข้าศึกษา ซึ่งไม่คิดค่าน้ำหนักคะแนน
         ซึ่งที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย ได้เสนอแนวทางการคัดเลือกให้สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษาพิจารณาปรับปรุงระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย โดยหวังลดจุดอ่อนที่มีต่อตัวเด็ก ผู้ปกครอง และมหาวิทยาลัย ทั้งยังคำนึงและมองรอบด้านมากที่สุดแล้ว ซึ่งมีสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติเป็นองค์การมหาชนที่มีหน้าที่จัดสอบเพื่อให้มีมาตรฐานเดียวกัน ในข้อ 2 - 4
         จุดอ่อนอย่างหนึ่งที่งานสุขภาพจิตสนใจ คือ การสอบของผู้สมัครแต่ละครั้งมีผลต่อสุขภาพจิตเพียงใดต่อผู้เรียนหรือผู้สมัคร เป็นการเพิ่มความเครียดให้มีมากขึ้นไปหรือไม่ สำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษาที่ปี 6 และระดับมัธยมศึกษาที่ปี 3 (ที่สอบ 2 ชุดวิชา) ในการสอบทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน (O-NET) กับการสอบทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ปลายภาค ผลสอบใช้เพื่อเปลี่ยนช่วงชั้นเรียนของนักเรียนและแสดงคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา โดยเฉพาะนักเรียนระดับมัธยมศึกษาที่ปี 6 (ที่สอบ 6 ชุดวิชา) ในการสอบทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน (O-NET) การสอบความถนัดทั่วไป (GAT) การทดสอบความถนัดทางวิชาชีพและวิชาการ (PAT) และการสอบทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ปลายภาค ผลสอบใช้เพื่อสมัครเข้าระบบกลาง Admissions ในสถาบันอุดมศึกษาของนักเรียนและแสดงคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาด้วย ซึ่งมีผลตรงที่นักเรียน ม.6 /ผู้สมัครต้องเตรียมความพร้อมก่อนสอบอยู่เสมอ ทำให้ผู้เรียนต้องกังวลก่อนสอบทุกครั้ง ยิ่งคะแนน GAT/PAT ไม่เป็นที่พอใจก็จะขอสมัครสอบใหม่ ก็จะยิ่งกังวลอีก ซึ่งผลกระทบตรงนี้มีโอกาสเป็นไปได้หรือไม่ จุดอ่อนนี้ยังค้นหาไม่พบ รายงานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับประเด็นนี้ จะได้มานำเสนอให้ทราบต่อไป
          ผู้สมัครหรือผู้ปกครองหลายคนจึงนิยมหันไปสมัครสอบโดยตรงกับมหาวิทยาลัยที่ต้องการศึกษา เป็นการเดินทางตระเวนสอบซึ่งอาจสมัครไปพร้อมกับระบบกลาง Admissions ด้วย ก็ยิ่งสร้างปัญหาให้กับระบบการศึกษาระดับอุดมศึกษา โดยเฉพาะผู้สมัครเองก็อาจเครียดตามผู้ปกครองที่ต้องการ/คาดหวังหรือนิยมเช่นนี้เหมือนกัน โดยระบบสอบตรงนี้ทางมหาวิทยาลัยมีไว้เพื่อแก้จุดอ่อนสาขาวิชาของมหาวิทยาลัยในบางสาขาที่เป็นปัญหาอันเกิดจากศักยภาพและความสนใจของผู้เรียนที่สมัครเรียนจากระบบ Admissions นั่นเองที่มีไม่ถึงหรือเกิดเปลี่ยนความชอบ/ความสนใจไป จึงเป็นปัญหาที่กระจุกตัวระหว่างผู้สมัครบางกลุ่มกับมหาวิทยาลัย
          ผู้ปกครองจึงควรเป็นหลักสนับสนุนให้ลูก/ผู้สมัครเกิดความชัดเจน แน่วแน่ในการคัดเลือกสาขาตามความถนัด (ศักยภาพ) ความสนใจ (ความชื่นชอบ) กับชื่อสถาบันอุดมศึกษาที่ต้องการอย่างแท้จริงมากกว่า มิใช่เสี่ยงดวงไปทุก ๆ ที่ที่มีสาขานั้น หรือเลือกสาขาที่ติดแน่ ๆ เผื่อไว้ จะสร้างปัญหากับลูกเองในอนาคต
          นอกจากนี้ผู้ปกครองเองยิ่งควรเป็นหลักช่วยดูแลใส่ใจลูก/ผู้สมัครหากเกิดไม่ผ่านการคัดเลือกในสาขาที่ต้องการ หรือในสถาบันอุดมศึกษาที่ต้องการก็ตาม ช่วยให้เขาได้เห็นมุมมองที่เปิดกว้างกว่า สิ่งที่ได้ หรือกับสาขาอื่น สถาบันอุดมศึกษาอื่น หรือจุดประกายความหวังในอนาคตกับการสมัครคัดเลือกครั้งใหม่ก็ได้ ผู้ปกครองต้องพยายามสร้างความคิดเชิงบวกให้กับลูกหลานอยู่เสมอ อย่างได้ปล่อยทิ้งหรือปล่อยผ่านไป
ปรับปรุงข้อมูลเมื่อ : 04/04/2560
เอกสารแนบ : -

อนุญาตให้ใช้ได้ตาม สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า อยู่บนพื้นฐานของงานที่ www.klb.dmh.go.th
Copyright © 2010 กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข